นิเวศวิทยาเชิงลึก (Deep Ecology) คือแนวคิดเชิงปรัชญาและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ชวนให้เราค้นหาคุณค่าและปรัชญาแที่เป็นพื้นฐานความสัมพันธ์ของเรากับโลกธรรมชาติ อันเป็นปรัชญาที่มองเห็นถึงคุณค่าโดยธรรมชาติของสรรพชีวิตและสิทธิที่จะดำรงอยู่ การเคลื่อนไหวทางสังคมของขบวนการนิเวศวิทยาเชิงลึกเพื่อการพิทักษ์ รักษา หรือฟื้นฟู ระบบนิเวศมีพื้นฐานมาจากปรัชญานี้ นิเวศวิทยาเชิงลึกเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแลงสังคมและนโยบายทางสังคมที่เอื้อให้สรรพชีวิตสามารถร่วมดำรงอยู่ได้เพราะมีสิทธิและคุณค่าโดยธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงเพาะเขามีประโยชน์ต่อมนุษย์ 
 
อาร์เน แนส (Arne Næss)
นักปรัชญาชาวนอร์เวย์เป็นผู้ริเริ่มนำเสนอแนวคิดปรัชญานิเวศวิทยาเชิงลึกในปี ค.ศ. 1973 โดยได้แรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือ Silent Spring โดย Rachel Carson ซึ่งเป็นหนังสือที่นำเสนอผลการวิจัยถึงผลกระทบของการใช้ DDT และยาฆ่าแมลงที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศอย่างน่าตกใจ 
 
หนังสือเล่มนี้เป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางและกลายเป็นหนังสืออ้างอิงและกระตุ้นพลังของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจนถึงปัจจุบัน
 
สำหรับอาร์เน แนส เมื่อได้อ่านหนังสือ Silent Spring มันกลับกระตุ้นพลังของนักปรัชญาภายในเขาให้เกิดการตั้งคำถามลึกลงไปว่า อะไรคือรากเหง้า หรือที่มาของพฤติกรรมความสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อโลกธรรมชาติที่นำเรามาสู่สภาวะนี้ คือสภาวะที่การกระทำความเสื่อมแก่โลกธรรมชาติและระบบนิเวศนั้นเป็นความปรกติธรรมดาอันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปและไม่ถูกตั้งคำถาม อะไรคือโลกทัศน์ ความคิด ปรัชญาที่เป็นพื้่นฐานของวิถีทางพฤติกรรมที่ทำให้เรากระทำความเสื่อมต่อโลกธรรมชาติจนเป็นเรื่องปรกติ  
 
เขามองว่าโลกทัศน์แบบ Antropocentrism ที่มองมนุษย์เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งที่ มีคุณค่าและความสำคัญเหนือกว่าสิ่งอื่น มองสิ่งแวดล้อมและโลกธรรมชาติรอบตัวมนุษย์เป็นทรัพยากรสำหรับให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์  สรรพสิ่งรอบตัวมนุษย์จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมันมีประโยชน์ในการใช้สอยของมนุษย์  หรือมีความสำคัญอย่างหนึ่งอย่างใดต่อมนุษย์เพียงเท่านั้น หาได้มีคุณค่าโดยตัวเอง( Inherent Value) 
 เขานำเสนอว่าเราต้องมีปรัชญาเชิงนิเวศที่ให้ให้มุมมองและความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับตัวเราและสรรพสิ่งอื่นๆในธรรมชาติ และได้นำเสนอแนวคิดเชิงปรัชญาที่เรียกว่า Deep Ecology  (นิเวศวิทยาเชิงลึก) คือ ปรัชญาที่มีมุมมองว่า สิ่งมีชีวิตใดๆ ล้วนมีคุณค่าโดยธรรมชาติที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประโยชน์ใช้สอยตามความต้องการของมนุษย์ นอกจากนั้นยังมองว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของข่ายไยชีวิตที่สรรพสิ่งเชื่อมโยงกันและมีความหลากหลายเป็นหัวใจสำคัญ การกระทำและวิถีชีวิตของมนุษย์พึงมีความเคารพในคุณค่าโดยธรรมชาติของสรรพชีวิตและไม่กระทบต่อความหลากหลายในข่ายใยชีวิตในธรรมชาติ  
 
นอกจากอาร์เน แนสแล้ว นิเวศวิทยาเชิงลึก (Deep Ecology) ยังถูกบ่มเพาะ และเติบโตจนกลายเป็นขบวนการที่ขยายกว้างขวางออกไปในฐานะปรัชญาเชิงนิเวศที่ชี้นำแนวทางขบวนการอนุรักษ์แบบใหม่ที่ไม่ได้เอามนุษย์เป็นศูนย์กลางหรือไม่ได้ถือประโยชน์ใช้สอยของมนุษย์เป็นเป้าหมายของการอนุรักษ์ หากแต่การอนุรักษ์ฟื้นฟูที่มาจากความรู้สึกเคารพในสิทธิ์และคุณค่าโดยธรรมชาติของสรรพชีวิตในธรรมชาติ
 
คำว่า Deep Ecology ไม่เพียงหมายถึงแนวคิดเชิงปรัชญาหากแต่มีความหมายว่าเป็นขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติเพราะความดีงามโดยธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ซึ่งสำนึกรู้หรือความตระหนักรู้ในคุณค่าและความดีงามโดยธรรมชาตินี้อาจเกิดขึ้นโดยสหัชญาณ(Intuition) 
 
Stephan Hading, นักชีววิทยาอาจารย์และผู้ร่วมก่อตั้ง Schumacher College, เป็นอีกหนึ่งท่านที่เผยแพร่การศึกษา ปรัชญานิเวศวิทยาเชิงลึก ซึ่งได้สรุปรวมไว้ว่า นิเวศวิทยาเชิงลึกนั้นมีองค์ประกอบอยู่สามมิติด้วยกันคือ
 
ประสบการณ์เชิงลึก (Deep Experience) คือประสบการณ์ที่ก่อให้เกิดการหยั่งรู้หรือสัมผัสรู้สึกในคุณค่า(โดยธรรมชาติ)ของสรรพชีวิต รวมไปถึงประสบการณ์ที่นำไปสู่การตระหนักรู้หรือการหยั่งรู้ถึงคุณค่าและความเชื่อมโยงของตนเองที่เป็นส่วนหนึ่งในข่ายใยชีวิตอันกว้างใหญ่ หรือการหยั่งรู้ใน ecological self นั่นเอง
 
การตั้งคำถามเชิงลึก (Deep Questioning) การตั้งคำถามสืบค้นให้ลึกลงไปถึงที่มาของสมมติฐาน ความคิด ความเชื่อ ที่เราใช้เป็นรากฐานในการปฏิบัติต่อสรรพชีวิตในธรรมชาติ เช่นการใช้คำถามว่า “ทำไม” (Why) ที่สืบค้นลึกลงไปเรื่อยๆ อาจทำให้เราเกิดการตระหนักรู้เกี่ยวกับตัวเราเองมากขึ้น หรือเกี่ยวกับสังคมมากขึ้น จากการเข้าใจสมมติฐานที่อยู่เบื้องลึกที่เป็นพื้นฐานของพฤติกรรมต่างๆ และความเป็นไปของสังคม
 

พันธสัญญาเชิงลึก (Deep Commitment) จากประสบการณ์เชิงลึกและการตั้งคำถามเชิงลึก สิ่งต่อยอดที่เกิดตามมาคือการผุดโผล่ขึ้นของพลังแห่งการลงมือกระทำการ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม วิถีชีวิต หรือการร่วมขบวนการเพื่อดำรงไว้หรือบำรุงเลี้ยงหรือฟื้นฟูความหลากหลายในระบบนิเวศและและปรับโครงสร้างสังคมให้สอดคล้องกับคุณค่านั้น 

 การหยั่งรู้ในคุณค่าโดยธรรมชาติของสรรพชีวิต  การเคารพในสิทธิที่จะมีชีวิตที่เติบโตดีงามของสรรพชีวิตต่างๆ  และการหยั่งรู้ใน Ecological Self นำไปสู่การลงมือกระทำการเพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู เปลี่ยนแปลง คือขบวนการ Deep Ecology 

 
Joanna Macy นักเคลื่อนไหวทางสังคมสายนิเวศวิทยาเชิงลึกและทฤษฎีระบบ(System Theory) ได้พัฒนาเครื่องมือการศึกษาที่มีผลให้กลุ่มผู้เรียนรู้ได้เกิดประสบการณ์เชิงลึก การตั้งคำถามเชิงลึก และเกิดพันธสัญญาเชิงลึกที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
 
กระบวนการเรียนรู้ที่โจแอนนา เมซี่ได้พัฒนาขึ้นเรียกว่า The Work That Reconnects. ซึ่งนำผู้เข้าร่วมเรียนรู้ผ่านกระบวนการในสี่ลำดับของการเรียนรู้คือ
 
ความรู้สึกรู้คุณค่า(Gratitude) คือการบ่มเพาะ หล่อเลี้ยง ฝึกฝนและและสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ที่เอื้อให้เกิดสภาวะของความรู้สึกขอบคุณ รู้คุณค่า ชื่มชม ปิติ ในความดีงามของชีวิต ธรรมชาติ โลก ที่เราได้สัมผัสจากประสบการณ์ของเรา การบ่มเพาะความรู้สึกรู้คุณค่า คือการหยั่งรากเชื่อมโยงกับคุณค่าของชีวิต ซึ่งทำให้เราเกิดความรู้สึกถูกที่ถูกทาง (Sense of Belonging) เราอาจเกิดประสบการณ์ที่สัมผัสหรือหยั่งรู้ในคุณค่าและความงามของชีวิต ของสรรพชีวิตและโลกใบนี้กระทั่งเราท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกว่า “ที่นี่แหละ โลกใบนี้ ข่ายใยชีวิตที่สรรพสิ่งเชื่อมโยงอันน่าอัศนจรรย์นี้  มันคือระบบชีวิตอันทรงคุณค่าที่มีฉันเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในนั้น มันคือที่ของฉัน” นี่คือสภาวะของการหยั่งรากที่เรารู้อยู่ในส่วนลึกของเราว่าเราคือคนของโลกและโลกก็คือที่ของเรา นั่นเองคือ Sense of Belonging
 
กิจกรรมการเรียนรู้ในขั้นความรู้สึกรู้คุณค่า(Gratitude) นี้จะมีลักษณะกิจกรรมหลายอย่างคล้างคลึงกับการอาบป่า(Forest Bathing) คือการเชื่อมโยงกับธรรมชาติผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ และรวมไปถึงการกิจกรรมที่ช่วยให้เชื่อมโยงสัมผัสและรู้สึกถึงคุณค่าของตนเองและคุณค่าของชีวิตต่างๆที่ร่วมอยู่ในข่ายใยชีวิตเดียวกัน 
 
ให้เกียรติความรู้สึกเจ็บปวดที่เรามีต่อโลก(Honoring our pain for the world) 
เมื่อกระบวนการเรียนรู้พาเราหยั่งรากผ่านสภาวะของความรู้สึกรู้คุณค่าและความรู้สึกถูกที่ถูกทาง การเรียนรู้ขั้นตอนต่อไปคือการให้พื้นที่รับฟัง เคารพและให้เกียรติ ความรู้สึกเจ็บปวดที่เรามีต่อโลกใบนี้ 
 
เราอาจจะเคยมีประสบการณ์ที่รู้สึกเป็นทุกข์ เศร้า ผิดหวัง โกรธ รู้สึกผิด หรือความรู้สึกห่อเหี่ยวขุ่นเครืองในระดับต่างๆ เมื่อได้เห็นสภาวะบางอย่างที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ เช่นความเสื่อมโทรมล่มสลายของระบบนิเวศ การสาบสูญพันธ์ของสิ่งมีชีวิต การทารุณกรรมสัตว์  สงคราม ความอยุติธรรม ความโลภ ความรุนแรงต่อมนุษย์และโลกธรรมชาติ การเอารัดเอาเปรียบ เป็นต้น 
 
 The Work That Reconnect มีสมมติฐานของกระบวนการเกี่ยวกับความรู้สึกเจ็บปวดเหล่านั้นว่าเป็นสัญญาณของความเชื่อมโยงระหว่างตัวเรากับโลก เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึง Ecological Self เพราะเรากำลังรู้สึกร่วมไปกับระบบชีวิตแห่งโลกนี้ ดังนั้นเราจึงควรจะให้เกียรติ ให้คุณค่า และเคารพความรู้สึกต่างๆ เหล่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกเจ็บปวดประเภทต่างๆ นั้นคือกลไกของระบบชีวิตที่กำลังส่งเสียงเรียกร้องให้เราต้องตอบสนองเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น  เปรียบเหมือนเมื่อร่างกายของเราได้รับบาดเจ็บ หรือป่วยไข้ ร่างกายเราจะส่งสัญญาณความเจ็บปวด ความไม่สบายตัว หรือสภาวะอันทนอยู่ได้ยากบางอย่างเพื่อให้เราได้รู้ว่ามีความผิดปรกติบางอย่างกำลังเกิดขึ้นกับระบบในร่างกายของเราที่เราจะต้องแก้ไขหรือปรับสมดุลย์ ดังนั้นความรู้สึกเจ็บปวดจึงเป็นกลไกตอบกลับ(Feedback Machanism) ที่สำคัญของชีวิต 
 
ในขณะที่โดยทั่วไปสังคมส่วนใหญ่อาจจะมองความเจ็บปวดทางอารมร์เป็นความอ่อนแอ เป็นความผิดปรกติทางจิตใจ หรือเป็นความป่วยไข้โดยตัวมันเอง และพยายามที่จะหลีกเลี่ยง หรือเบี่ยงเบนออกจากสภาวะนั้น The Work That Reconnect ให้พื้นที่กับความรู้สึกเหล่านั้นได้แสดงออกในฐานะเป็นกลไกสำคัญยิ่งต่อความอยู่รอดของระบบชีวิต และเมื่อความรู้สึกเหล่านั้นได้รับการต้อนรับในพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ของการโอบอุ้มกันและกัน มันมักจะนำไปสู่การหยั่งรู้ใน Ecological Self ที่ลึกซึ้งและชัดเจนขึ้น คือเกิดความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับตัวเราเอง ความทุกข์ที่เรากำลังรู้สึกอยู่ก็คือความทุกข์ของโลก ความทุกข์ของโลกคือความทุกข์ร่วมของเรา เพราะเราคือหนึ่งเดียวในข่ายใยชีวิต 
 
การเห็นด้วยทัศนะใหม่ (Seeing with new eyes) 
เมื่อผ่านกระบวนการเรียนรู้ในขั้นการรู้คุณค่าที่ทำให้เรายั่งรากลึกในความรู้สึก belong ในโลกและระบบชีวิต และผ่านกระบวนการโอบอุ้มความรู้สึกเจ็บปวดที่เรามีต่อความทุกข์ที่เรารู้เห็นบนโลกแล้ว ขั้นต่อไปของกระบวนการ The Work That Reconnects คือการเรียนรู้จากมุมมองที่หลากหลาย ผู้เขียนเองชื่นชอบกิจกรรมการเรียนรู้ในขั้นนี้มากเพราะช่วยให้ผู้เรียนขยายประสบการณ์การรับรู้ผ่านการทดลองมองโลกผ่านมุมมองที่หลากหลาย เช่น ผ่านมุมมองของบรรบุรุษในอดีต ผ่านมุมมองของมนุษย์ในอนาคต ผ่านมุมมองของสรรพสิ่งต่างๆ ในโลกธรรมชาติ เช่น แม้น้ำ ขุนเขา ท้องฟ้า ผืนดิน หรือมด ปลวก หรือปลาในน้ำเป็นต้น
การเรียนรู้ในขั้นนี้มีกิจกรรมที่หลากหลายเช่นการสวมบทบาทสมมติ การใช้จิตนาการ ศิลปะ หรืออื่นๆ กิจกรรมต่างๆ ในขั้นตอนนี้มักก่อให้เกิดการขยายความตระหนักรู้ใน Ecological Self ผ่านความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ เห็นคุณค่า ในสรรพสิ่งที่แวดล้อมเราอยู่ทั้งใกล้และไกล ทั้งปัจจุบัน อดีต และอนาคต และยังทำให้เราเกิดทัศนะใหม่ๆ เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ เพื่อก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยความหวัง
 
สภาวะแห่งการเห็นด้วยทัศนะใหม่นี้ยังอาจเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติจากการทำกิจกรรมในขั้นที่หนึ่งและสอง คือการเกิดสำนึกรู้ใหม่เกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวกับโลกธรรมชาติ เกี่ยวกับข่ายใยชีวิต เช่น บางคนเกิดความสำนึกรู้ในคุณค่าของความหลากหลายระหว่างเฝ้ามองธรรมชาติอย่างเงียบๆ สำนึกรู้นี้ไม่ใช่การรู้ด้วยความคิดหรือตรรกะ แต่เป็นการรู้ด้วยญาณทัศนะ (Intuition) การหยั่งรู้ในลักษณะนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงในสำนึกที่เกิดขึ้นเอง
 
ลงมือทำ (Setting Forth) 
คือการลงมือกระทำการ การสร้างการเปลี่ยนแปลง อันเป็นผลมาจากการหยั่งรากในความรู้คุณค่าของชีวิต การโอบอุ้มความรู้สึกทุกข์ที่เรามีต่อโลกและเห็นว่านั่นคือความกรุณาและความรู้สึกเชื่อมโยงที่เรามีต่อโลกและระบบชีวิต การเกิดทัศนะใหม่ ที่นำไปสู่การเห็นความเป็นไปได้ใหม่  ทั้งหมดนี้ให้พลังแก่เราในการลงมือกระทำการเพื่อความเป็นไปได้ใหม่ 
 
การเรียนรู้ในขั้นตอนนี้มีมิติของความเชื่อมโยงที่สำคัญคือ การเชื่อมโยงตัวเรากับข่ายใยชีวิตและเห็นว่าพื้นที่ของเราและบทบาทของเราคืออะไรในกระบวนการฟื้นฟูตนเองของระบบชีวิตอันยิ่งใหญ่นี้
 
แม้ปรัชญาและขบวนการนิเวศวิทยาเชิงลึกจะถูกพัฒนาและนำเสนอโดยนักปรัชญาและนักคิดตะวันตก และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีพื้นฐานมาจากปรัชญานี้จะเป็นที่รู้จักในตะวันตกมากกว่าในแถบเอเชียบ้านเรา แต่เราอาจเทียบให้เห็นได้ว่า สาระของปรัชญานี้มีความคล้ายคลึงเข้ากันได้กับปรัชญา หรือโลกทัศน์ในวัฒนธรรมท้องถิ่นในหลายวัฒนธรรมที่ยังมีให้เห็นอยู่ในแถบเอเชียเรา เช่น คำสอนของท่านอาจารย์ติช นัท ฮันท์ ผู้นำทางพุทธศาสนาสายเซนที่มักจะเผยแพร่คำสอนให้บ่มเพาะความเมตตากรุณาทั้งต่อมนุษย์และธรรมชาติ การภาวนากับธรรมชาติที่บ่มเพาะความรู้สึกรู้คุณค่า ความดีงามโดยธรรมชาติของชีวิต ความงามอันน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติ และความอ่อนน้อมถ่อมตน ท่านยังได้สอนให้มองความจริงจากหลายมุมมอง เพื่อหยั่งรู้ในตัวตนร่วม (Inter Being)  ดังเช่นในบทกวี “เรียกฉันด้วยนามอันแท้จริง” ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับแนวคิด Ecological Self 
 
ท่านติช นัท ฮันท์ ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการทำให้สังคมดีงามขึ้นคือการลงมือกระทำการที่มีพื้นฐานมาจากความเมตตากรุณา
 
นอกจากคำสอนของท่านติช นัท ฮันท์แล้ว ปรัชญาเต๋าเองก็มีแง่มุมที่สอดคล้องกับ Deep Ecology ในแง่ที่โลกทัศน์แบบเต๋านั้น สรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์ ไม่มีสิ่งใดที่แยกขาดโดดเดี่ยวออกจากสิ่งอื่น แม้สรรพสิ่งอาจแยกเป็นสภาวะแห่งหยิน และหยาง แต่ในหยินก็มีหยางและในหยางก็มีหยิน 
 

เช่นเดียวกับคติคำสอนเรื่องอิทัปปัจจยตาในพุทธศาสนาที่ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของสิ่งใดๆ ก็เกี่ยวเนื่องด้วยกับการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ขององค์ประกอบและเหตุปัจจัยต่างๆอันเกี่ยวโยงกระทบกันไปเป็นทอดๆ แม้แต่ตัวตนของบุคคลก็ประกอบขึ้นจากองค์ประกอบที่เรียกว่าขันธ์ห้า (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ในขันธ์ห้านั้นก็มีความเกี่ยวพันกันจึงประกอบขึ้นเป็นชีวิตและประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิตแห่งบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และขั้นธ์ทั้งห้านั้นเองก็ถูกปรุงแต่งขึ้นด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ และดำรงอยู่ได้ เปลี่ยนแปลงไป หรือดับขันธ์ไปก็ด้วยความอิงอาศัย สัมพันธ์กับเหตุปัจจัยอื่นๆ ในโลก ไม่รู้ตัว  

ตัวตนที่แขกขาดจากโลกหรือจากธรรมชาติจึงไม่มีอยู่จริงในคติคำสอนในพุทธศาสนนา ปรัชญาพุทธในหลักเรื่องความเกี่ยวพันเชื่อมโยงของเหตุและปัจจัยในการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เปลี่ยนแปลงหรือดับไปของสรรพสิ่งต่างๆท้ังรูปธรรมและนามธรรมจึงมีความสอดคล้องกับโลกทัศน์องค์รวมและแนวคิดเชิงระบบที่กล่าวถึงในแนวทางปรัชญานิเวศวิทยาเชิงลึกหรือแนวคิด Ecological Self ซึ่งอาจตีความได้ว่าคือสภาวะแห่งการดำรงร่วม หรือ Inter Being ดังที่ท่านติช นัท ฮันท์ได้สอนไว้

ในคติพุทธ อย่างน้อยในคำสอนทางเถรวาทตามที่ผู้เขียนเข้าใจด้วยความรู้แค่หางอึ่งนั้น ไม่ได้มีคำสอนเรื่องตัวตนที่แยกขาดเฉพาะเจาะจง หากแต่ภาวะที่เราเรียกว่า Self นั้นเองก็มีความผันแปรเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาด้วยเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา  หากผู้เขียนเข้าใจไม่ถูกต้องในเรื่องนี้ขอผู้รู้ช่วยชี้แนะ

 
นอกจากนั้นโลกทัศน์และความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณธรรมชาติที่มีให้เห็นในวัฒนธรรมท้องถิ่นในหลายๆ วัฒนธรรมก็มีความสอดคล้องไปกันได้กับเรื่องคุณค่าโดยธรรมชาติ(Intrisic Value) ของสรรพชีวิตในโลกที่นำเสนอในปรัชญานิเวศวิทยาเชิงลึก
 
ในวัฒนธรรมชนเผ่าหรือวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เชื่อเรื่องจิตวิญญาณธรรมชาติ คือ เชื่อว่าสรรพสิ่งในธรรมชาตินั้นมีชีวิตและจิตวิญญาณของตนเอง ย่อมปฏิบัติต่อธรรมชาติด้วยความเคารพ พวกเขารู้ว่าชีวิตของตนและชุมชนนั้นอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ การใช้ประโยชน์จากธรรมชาตินั้นอยู่บนพื้นฐานของความรู้คุณค่าและความกตัญญูรู้คุณ(Gratitude) ดังเราจะเห็นว่าพวกมักจะมีพิธีกรรมหรือแนวปฏิบัติเพื่อขออนุญาตจิตวิญญาณธรรมชาตินั้นๆ ก่อนที่จะนำมาใช้ประโยชน์และใช้เท่าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต พวกเขาดูแลรักษาธรรมชาติที่มาจากความรู้ในคุณค่าและความรู้สึกขอบคุณ ดังเช่นคำสอนของชนเผ่าปกาเกอญอที่ว่า
“ได้กินจากป่าต้องรักษาป่า
ได้กินจากน้ำ ต้องรักษาน้ำ”
 
วิถีชีวิตที่ดำเนินไปด้วยความตระหนักรู้ในคุณค่าของธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ทั้งที่เป็นคุณค่าที่มีต่อการดำรงอยู่ของเรา และคุณค่าโดยธรรมชาติของสรรพชีวิตต่างๆ แล้วนำไปสู่การปฏิบัติต่อธรรมชาติด้วยความอ่อนน้อม รู้คุณ ใช้เท่าที่จำเป็น และดูแลรักษาฟื้นฟู นี่เองคืออุดมคติของปรัชญาและขบวนการนิเวศวิทยาเชิงลึก 
 
ผู้เขียนเองมีประสบการณ์ในการฝึกฝนตนในแนวทางพุทธมาบ้าง สนใจศึกษาปรัชญาเต๋า ชอบเรียนรู้จากวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น และชอบปรัชญานิเวศวิทยาเชิงลึกที่ชี้ชวนให้ฝึกฝนตนผ่านประสบการณ์ในธรรมชาติเพื่อเป็นพื้นฐานในการปลุกพลังหรือเชื่อมต่อกับพลังธรรมชาติเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เราเชื่อว่าเป็นความดีงาม 
 
ผู้เขียนมีประสบการณ์ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ปรัชญานิเวศวิทยาเชิงลึกและกระบวนการ The Work That Reconnect มามากกว่า 15 ปี ให้กับกลุ่มต่างๆ จากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียและกลุ่มจากนานาชาติ ผู้เขียนมักจะจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ผสมผสานคำสอนและคำชี้แนะจากนักปรัชญาและนักคิดเช่น Arne Naess, Joanna Macy, Frijoff Capr, Stephan Harding, Satish Kumar และท่านอื่นๆ ผสมผสานกับคำสอนบางแง่มุมที่เข้ากันได้ในปรัชญาพุทธ เต๋า และวัฒนธรรมท้องถิ่นในภูมิภาคของเรา สิ่งสำคัญที่สุดในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของผู้เขียนให้ความสำคัญคือ การเกิดประสบการณ์ตรงและการหยั่งรู้ด้วยตนเองของผู้ร่วมเรียนรู้ เพราะสุดท้ายแล้วการเปลี่ยนแปลงที่พึงปรารถนามากที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงในส่วนลึกจากภายในเราเอง เพราะมันคือการเปลี่ยนแปลงที่ปลุกพลังสร้างสรรค์อันใหม่เอี่ยมที่จะเป็นพื้นฐานของการสร้างการเปลี่ยนแปลงในโลกรอบตัวเรา เราเป็นได้ทั้งผลของการเปลี่ยนแปลงและเหตุของการเปลี่ยนแปลง เราเป็นได้ทั้งผลผลิตของเหตุปัจจัยจากโลกรอบตัวเราและเราก็เป็นได้ทั้งเหตุของการเปลี่ยนแปลงในโลกรอบตัวเรา เราสามารถตั้งหลัก ตั้งสติใคร่ครวญ ตั้งคำถามเชิงลึกได้ว่าเราเป็นผลผลิตของโลกอย่างไร และเราต้องการสร้างผลกระทบอะไรกับโลก

เขียนโดย สุนิสา จำวิเศษ ดีเตอร์ส

ผู้ร่วมก่อตั้งอาศรมธรรมชาติและกระบวนกร Deep Ecology & The Work That Reconnects.

 
หากสนใจเข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ นิเวศวิทายาเชิงลึก และ The Work That Reconnect สามารถดูตารางอบรมได้ที่นี่
 
 
 
 
 
 

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Discover more from Gaia Ashram อาศรมธรรมชาติ

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading